อาหารเป็นยา : โรคเบาหวาน กับ ปลีกล้วย

ต้องยอมรับว่าในประเทศเรานั้น "ต้นกล้วย" ผูกพันกับชีวิตคนเรามาเป็นเวลานาน และมีประโยชน์มากมาย นับตั้งแต่ ใบ ที่เรานำมาใช้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา ใช้ใบในการห่ออาหารและขนมเพื่อทำให้เกิดกลิ่นหอม ใช้ใบเป็นภาชนะใส่อาหารด้วยการทำเป็นกระทงตั้งแต่สมัยก่อน  จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นนิยมเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ส่วนผู้ชายสูงอายุก็มักจะนำใบกล้วยที่แก่จัดจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม มาตัดเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ ใช้ห่อกับยาสูบเส้น พันให้เล็กเท่านิ้วก้อย มัดด้วยด้ายทำเป็นบุหรี่ ก้านกล้วย  สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กๆ ไม่ค่อยมีของเล่น ก็จะนำก้านกล้วยที่ผู้ใหญ่เอาใบไปห่อขนมแล้ว มาผูกเชือก ทำเป็นม้า วิ่งแข่งขันกันกับเพื่อนๆ ส่วนพวกเด็กผู้ชายก็จะเอามีดมาบั้งก้านกล้วยให้เป็นปืน ยิงใส่กัน โอ้โห! มันเป็นของเล่นที่วิเศษมากในเวลานั้น  ลำต้น นำมาสับให้ละเอียด ใช้ผสมกับรำข้าวเป็นอาหารเลี้ยงหมู (หมูสมัยก่อนแข็งแรง เพราะถูกเลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่างกับปัจจุบันนี้จริงๆ) ส่วนที่เป็นลำต้นอ่อนที่อยู่ภายใน ผู้ใหญ่สมัยก่อนจะนำมาทำเป็นแกงหยวกกล้วย หรือ แกงส้ม แกงเลียง ลำต้นที่แก่จัดและแห้ง เขาก็จะนำไปลอกเอาเส้นใยมาทำเป็นเชือกสำหรับผูกของ หรือมัดข้าวต้มแบบโบราณ ที่สำคัญส่วน ผล หรือ “กล้วย"  นั้นเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกและให้ประโยชน์มากมาย เป็นอาหารเสริมจากธรรมชาติที่ดีที่สุด ผู้เขียนเองก็โตมาจากสิ่งนี้ ตั้งแต่แรกเกิดจนเด็ก แม่ก็จะเอาผลกล้วยน้ำว้าสุกมาขูดด้วยช้อน และห่อด้วยใบตองไปย่างไฟ จนกระทั่งใบกล้วยเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง แล้วนำมาป้อนเป็นอาหารเสริม ผู้เขียนจึงอ้วนและขาวในตอนนั้น (คำบอกเล่าจากแม่) กล้วยจึงนับว่าเป็นแหล่งของวิตามินที่ดีสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่

แต่บทความนี้ผู้เขียนจะพูดถึง “ปลีกล้วย” ซึ่งเป็นผลผลิตสุดท้ายของกล้วย ที่ไม่สามารถจะเติบโตเป็นกล้วยได้ และมีวางขายตามตลาด แต่บางคนอาจจะไม่รู้จักหรือไม่เคยกิน เพราะไม่รู้ว่าจะนำมาทำเป็นอาหารอย่างไร หัวปลีหรือปลีกล้วย นั้นมีดอกที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในช่อใบสีแดงขนาดใหญ่ ดอกเพศเมียจะออกผลเป็นหวีกล้วย และเมื่อได้ผลกล้วยมาแล้วปลีกล้วยจะเอามาทำเป็นอาหารได้หลากหลายในแบบอาหารไทยตามท้องถิ่นนั้นๆ ส่วนคุณค่าที่ร่างกายจะได้รับจากการรับประทานหัวปลี 100 กรัม คือ เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม แคลเซียม 28 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม วิตามินซี 25 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นอาหารและเครื่องดื่ม บำรุงน้ำนม บำรุงเลือด สำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกและให้น้ำนมบุตร ช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น และไม่เพียงดีต่อแม่ลูกอ่อนเท่านั้นนะคะ ผู้หญิงทุกวัยก็ทานได้ เพราะช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด บำรุงผิว ทำให้ผิวสวยมีเลือดฝาด มีน้ำมีนวล แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติอีกด้วย

ประโยชน์ของปลีกล้วย มีดังนี้

1.       มีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง

2.       ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

3.       ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

4.       ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ดีต่อผู้ป่วยโรคโลหิตจาง

5.       ช่วยรักษาแผลในปากให้หายเร็วขึ้น

6.       ช่วยให้หน้าอกเต่งตึง

ในตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย น้ำคั้นจากหัวปลีกล้วยมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ส่วนในตำรายาของไทย ก็มีการเอาหัวปลีกล้วยน้ำว้า ขึ้นย่างไฟย่างจนเปลือกชั้นนอกสีแดงไหม้เกรียม แล้วนำมาต้มกับน้ำ กะน้ำให้พอดี ต้มจนน้ำเดือด นำน้ำมาดื่มต่างน้ำทั้งวัน วันละ1 หัว หากผู้ป่วยเบาหวานท่านใด ดื่มแล้วถูกทางยาสูตรนี้  2 วันแรกจะมีอาการรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายจนแทบทนไม่ไหว แสดงว่ายาสูตรนี้ได้ผล ให้ดื่มไปจนครบ 7 วัน ถ้า 3 วันแรกไม่มีอาการอะไรก็หยุดดื่ม ดังนั้นต้นกล้วยจึงเป็นเหมือนต้นไม้มหัศจรรย์ที่พระเจ้าประทานมาให้กับมนุษย์กินเป็นอาหารและยารักษาโรค

ผู้เขียนขอนำเมนูอาหารที่ทำจาก "ปลีกล้วย" มาฝาก เพื่อเป็นไอเดียสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ เพราะเป็นของดี ราคาถูกที่หาซื้อได้ง่ายจริงๆ เช่น ลาบหัวปลี, แกงกะทิหัวปลี, ดอกกล้วยชุบแป้งทอด (เมนูนี้เหมาะกินเป็นของทานเล่น) ส่วนสูตรอาหารที่แนะนำให้ลองทำทานดู เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง โรคไต คือ

แกงกะทิสมุนไพรหัวปลี

เครื่องปรุง

กะทิ 1 กล่อง ขนาด 250 มิลลิกรัม

เนื้ออกไก่ (ถ้าใครทานมังสวิรัติใช้เห็ดแทนเนื้อไก่)

พริกสด 3 เม็ด

หอมแดง 3 หัว

ตะไคร้ 2 ต้น

ข่าหั่น 3 ชิ้น

ใบมะกรูด 3 ใบ

รากผักชี 3 ราก

มะขามเปียก

น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลอ้อย

ดอกเกลือ

มะเขือเทศสีดา 6 ลูก

ใบชะอม (ใส่หรือไม่ใส่ แล้วแต่ความชอบ)

หัวปลี 1 หัวใหญ่

วิธีทำ นำหัวปลีมาตัดหัวออกแล้วปลอกเปลือกสีแดงทิ้ง ให้เห็นสีขาว แล้วผ่าแบ่งครึ่งตัดใส่แกนกลางทิ้งไป สลัดดอกกล้วยออกให้เหลือแต่เปลือกสีขาว นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วนำไปแช่ในน้ำที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาวและน้ำส้มสายชู (เพื่อไม่ให้ปลีกล้วยดำ) แช่ไว้สัก 10 นาที  หลังจากนั้นเตรียมส่วนผสมที่เป็นเครื่องแกงนำมาโขลกให้ละเอียด เทกะทิใส่หม้อครึ่งกล่อง แล้วนำเครื่องแกงที่โขลกใส่ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่ไก่ที่หั่นเตรียมไว้ลงไปผัด หลังจากนั้นใส่กะทิที่เหลือทั้งหมด(สูตรนี้ไม่มันมาก) แล้วเติมน้ำลงไปตามให้ดูที่หัวปลีมากหรือน้อย พอน้ำเดือดใส่หัวปลีที่แช่ไว้ (อย่าเพิ่งคน เดี๋ยวจะดำ) รอให้เดือดอีกครั้ง แล้วจึงใส่น้ำมะขามเปียกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ดอกเกลือ 2 ช้อนชา น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนมะเขือเทศผ่าครึ่งใส่ทั้งหมด แล้วคน รอให้หัวปลีสุก ชิมรสชาติตามใจชอบ ใส่ใบชะอมทีหลังถ้าชอบ

 

ลองเอาไปทำกันดูนะคะ เผื่อเป็นอีกเมนูประจำบ้านอีกเมนูหนึ่งที่ประหยัดและดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ

 

เรื่องโดย : กฬัญฑ์รัตน์ ศรียะนา

เรียนจบสาขา โภชนาการชุมชน ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ปัจจุบันเป็นผู้บำบัดรักษากัวซา และให้คำแนะนำในการปรับสมดุลของพฤติกรรม และอาหาร เป็นวิทยากรอบรมเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพให้กับสถานธรรมและภาคเอกชน

 

@�֬�"7

The Magazine
latest articles

เข้าสู่ระบบ Asiawellness.com